โกศล แสงทอง

ผู้นำหมู่บ้าน ป่าเด็ง (หมู่บ้านที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง)

เรามีขี้วัวเป็นบ่อน้ำมัน มีขยะเป็นเสาไฟฟ้า

เหตุเพราะตกหลุมรักจึงทำให้ โกศล แสงทอง เลือกที่จะหันหลังให้กับตำแหน่งนักพัฒนาของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มาปักหลักเริ่มชีวิตใหม่ที่บ้านป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เพื่อเป็นเกษตกรเต็มขั้นที่ใช้วิถีชีวิตเรียบง่ายและพอเพียงตามที่ฝันไว้

ที่นั่นกลายเป็นโรงเรียนหลังใหม่ของชีวิตอดีตนักพัฒนาไฟแรง ซึ่งคุ้นเคยแต่การสอนชาวบ้านให้รู้จักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กลายมาเป็น “นักปฏิบัติ” และเป็น “นักเรียน” แห่งบ้านป่า

หากชีวิตความเป็นจริงไม่ได้โรแมนติกเหมือนดั่งฝัน เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงปลาดุก เลี้ยงกบในวงยางล้อรถยนต์ ปลูกผักกินเองในบ้าน อยู่กับวิถีแลกเปลี่ยนแบ่งปันกัน ฯลฯ เขาเดินตามรอยทำตามทฤษฎีทุกอย่าง แต่กลับพบกับคำว่า “ล้มเหลว” อีกทั้งยังได้พบกับความจริงที่ว่า ไม่มีทฤษฎีไหนให้คำตอบสำเร็จรูปจึงไม่ง่ายที่จะต่อสู้กับความยากจน หากการลองผิดลองถูกครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เขาได้พบกับขุมทรัพย์ยิ่งใหญ่ เขาบรรลุว่า “หัวใจของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่ วิธีการ แต่เป็นวิธีคิด และการขับเคลื่อนด้วยพลังชุมชนเพื่อควบคู่ไปกับการให้ความรู้และวิธีคิดใหม่ๆ “

ตำนานบทใหม่ของบ้านป่าเด็งจึงเกิดขึ้น ในรูปของ “เครือข่ายรวมใจตามรอยพ่อ” พร้อมกับโจทย์ใหญ่ 2 ข้อ คือ ทำอย่างไรให้ทุกคน “มีอาหารกิน” และ “มีพลังงานใช้”

เขาสร้างภูมิคุ้มกันด้วย “คัมภีร์พึ่งพาตนเอง 5 ด้าน” ที่ร่วมกันร่างขึ้นกับชาวชุมชน เน้นไปในเรื่อง พัฒนาความรู้, รู้จัก เข้าใจและใช้วิถีพอเพียง, เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย, ปลูกผักกินเอง ทำสวนแบบผสมผสานแทนปลูกพืชเชิงเดี่ยว และดูแลสิ่งแวดล้อมอันเป็นเกราะของชุมชน ที่น่าสนใจยิ่งคือ “การสร้างแหล่งพลังงานจากธรรมชาติรอบตัว”

“เพราะชาวบ้านที่นี่เลี้ยงวัวนมตามโครงการพระราชดำริทำให้มีขี้วัวมากมาย เราจึงใช้ขี้วัวมาทำก๊าซชีวภาพเพื่อหุงต้มแทนการตัดไม้มาทำฟืน และพัฒนาไปสู่การใช้เศษอาหารเหลือทิ้ง”

จากนั้นก้าวไปสู่การใช้ไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์ โดยเปลี่ยนแปลงซ่อมแซมแผงโซล่าเซลล์เก่าๆ ของรัฐบาลที่เกือบจะเป็น”ขยะ”ให้กลายเป็นแสงสว่างให้กับชุมชน

อีกทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตด้วย “โครงการออมบุญวันละบาท” ใช้เป็นสวัสดิการช่วยเหลือกันเองภายในกลุ่ม ทั้งการเกิด การเจ็บป่วย ความเข้มแข็งของโครงการทำให้ UNDP พอใจการดำเนินงานของ “ป่าเด็งโมเดล” ที่ใช้งบประมาณน้อยที่สุด แต่ประสบความสำเร็จมากที่สุด

วันนี้ “เครือข่ายรวมใจตามรอยพ่อ” ได้ยกระดับไปสู่ “สถาบันเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและพลังงานทางเลือก” ทำหน้าที่เป็นผู้แบ่งปันแนวพระราชดำริไปสู่ชุมชนอื่น

นี่คือ ความสุขจากการเป็นผู้ให้ และความภูมิใจจากการพึ่งพาตัวเอง

"ความลับของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ใครๆ ก็พบได้ เพียงแค่ลงมือปฏิบัติจริง"

ยอดหทัย รีศรีคำ

การเป็นครูไม่ได้จบแค่เวลาเลิกงาน ครูต้องเป็นครูในทุกจุลวินาที

ณ เวลานี้ ครูโซ่-ยอดหทัย รีศรีคำ เขาได้ชื่อว่า เป็นครูคนหนึ่งที่เปรี้ยวซ่ามากที่สุดในเมืองไทย เป็นขวัญใจเด็กดื้อ เด็กแสบ ผู้มีวิชาคณิตศาสตร์เป็นอาวุธ

“เราถูกปลูกฝังมาว่าคณิตศาตร์ โคตรน่าเบื่อ ฉะนั้นเด็กๆ จึงมักโดดเรียนวิชานี้ ผมจึงคิดสร้างห้องเรียนแห่งความสุขคณิตศาสตร์แห่งความสนุกสนาน”

ครูโซ่เคยเกลียดวิชาคณิตศาสตร์เข้าเลือดเหมือนเด็กอื่นๆ เรียนก็ร่อแร่ สอบก็เกือบตก แถมยังเกเรจนลือลั่นทั้งๆที่มีพ่อเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน แต่ชีวิตก็กลับตาลปัตร เขาเลือกเรียนครู โดยมีคณิตศาสตร์เป็นวิชาเอก

เขาหนีจากคำว่า “เด็กเส้น” ครูใหม่ไฟแรงจากอุดรธานีจึงหนีไปสอบบรรจุไกลถึง จ. ระยองไปพร้อมความตั้งใจเต็มเปี่ยมที่จะเปลี่ยน “เด็กดื้อ” ให้เป็น “เด็กดี” และจะพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้หลักคุณธรรมควบคู่กับความรู้ ตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

แม้จะไปด้วยเจตนาดีแต่วิธีการไม่ใช่เขากลายเป็นครูที่นักเรียนเกลียดเข้าไส้เคร่งครัดเจ้าระเบียบ ห้องเรียนแห่งความสุขตามความตั้งใจล้มเหลวไม่เป็นท่า

“มันเหมือนเราหลงประเด็น ไม่ใช่สุขแท้จริง ส่วนหนึ่งคงเพราะผมเป็นครูฝ่ายปกครองนักเรียนกลัวจนเกลียด ในห้องเรียนเวลาเล่นมุกอะไรไปนักเรียนไม่กล้าโต้ตอบกลัวโดนหักคะแนน มันกลายเป็นห้องเรียนเสแสร้ง”

เขาลาบวช 10 วันเพื่อพักใจ แต่กลับยิ่งทุกข์เพราะเคร่งศีลมากเกินไป แต่เพราะคำสอนของพระครูทำให้เขาค้นพบว่าสิ่งสำคัญยิ่งคือ การเปลี่ยนแปลงจากภายใน

เขาสร้างมิติใหม่ ฉีกรูปแบบการสอนที่เคยมี ลดความเครียด เพิ่มความสุข ตั้งเป้าให้น้อยลงเป็นพวกเขาให้ได้ สื่อสารภาษาเด็กให้เป็น

“คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่เด็กไม่กล้าถาม วิธีการคือ ต้องพูดภาษาเดียวกับเขา ทำตัวเป็นพวกเขาให้ได้อย่างจริงใจ เขาชอบเล่นเกม เราต้องรู้จักเกม ชอบดาราเกาหลี ก็เสิร์ชหาข้อมูลเลย ตุ๊กตาลูกเทพดัง โปเกมอนโกฮิตผมก็หยิบมาเล่น นำเพลง หนัง ละคร ข่าวมาใช้ พอเขาเห็นเราสนใจในสิ่งเดียวกันก็จะยอมรับเมื่อเขาสนุก ผ่อนคลายเขาจะอยากมีส่วนร่วม”

“อย่าไปกังวลกับวิธีการเพราะเจตนาคือ ต้องการสอนเด็กให้เข้าใจในบทเรียนและการใช้ชีวิต ให้เขากล้าคิด กล้าถาม เปลี่ยนเด็กดื้อ เด็กหลังห้องให้เป็นเด็กดีได้ ทุกวันนี้ไม่มีใครโดดเรียนแล้ว”

ครูโซ่ได้ค้นพบว่า “ครู” คือ “บทเรียน” ที่ดีที่สุดและ “สื่อการสอน” ที่ดีที่สุดสำหรับนักเรียนก็คือ “ครู”

“หัวใจสำคัญของห้องเรียนที่มีความสุขคือ ครูต้องมีความสุข หัวใจของโรงเรียนคุณธรรมคือ ห้องเรียนต้องมีคุณธรรมและหัวใจของห้องเรียนคุณธรรม คือ ครูต้องมีคุณธรรม เห็นไหมว่าสุดท้ายแล้วความสำคัญอยู่ที่ครู”

แม้การสร้างคณิตศาสตร์แห่งความสุขและห้องเรียนคุณธรรมจะบรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้แล้วแต่ในทุกลมหายใจของครูโซ่ยังคงยืนหยัดที่จะเดินอยู่บนเส้นทางของความเป็นครูตลอดไป

“สำหรับผม การเป็นครูไม่ได้จบแค่เวลาเลิกงาน แต่ต้องเป็นทุกที่ ทุกเวลา ไม่มีวันหยุดต้องเป็นให้ได้ 24 ชั่วโมงและทุกจุลวินาที”

ย้อนไปในอดีต ครูโซ่เริ่มต้นจากการเป็นครูที่โรงเรียนสุนทรภู่พิทยา เป็นครูปกครอง ผู้เข้มงวด กวดขัน และยึดมั่นต่อกฎระเบียบ แต่กลับล้มเหลวในผลงาน นักเรียนกว่าครึ่งชั้นสอบตก โดดเรียน หนำซ้ำยังโดนเกลียด ไม่มีใครเคารพ จนกระทั่งเมื่อถึงจุดเปลี่ยน เขาตัดสินใจปรับเปลี่ยนตนเอง มองข้ามตำแหน่งหรือรายได้ มุ่งพยายามหาหนทางที่จะปรับตัวและวิธีการสอนให้เข้าถึงเด็กนักเรียนโดยไม่ย่อท้อ จนในที่สุดครูโซ่กลายเป็นครูที่เด็กรัก เคารพ รักในวิถีการเรียนการสอนที่แปลกแหวกแนว อีกทั้งยังมีผลการเรียนที่ดีขึ้นจริง

ครูโซ่ คือ หนึ่งในบุคคลที่ร่วมสานต่อพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรภูมิพลอดุยเดช อุทิศตนเป็น ครูคุณธรรม ที่ใส่ใจคุณประโยชน์ของเด็กนักเรียนเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ยึดมั่นต่อจุดยืนที่ว่า

หากการเปลี่ยนแปลงของครูคนหนึ่ง จะทำให้เด็กดีขึ้นสักหนึ่งคน...ก็คุ้มค่าแก่การทุ่มเทของครูแล้ว

#สานต่อที่พ่อทำ

คำเดื่อง ภาษี

เจ้าของอาณาจักรเขียวหมื่นปี

ลงทุนในยางนาได้กำไรดีกว่าทอง

พ่อคำเดื่อง ภาษี ปราชญ์จากบุรีรัมย์ เขาเป็นกบฏต่อสังคมบูชาเงิน และใช้เวลาร่วม 50 ปีในการเปลี่ยนชีวิตและแนวทาง โดยหันหน้าไปฝากชีวิตไว้กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งทำเกษตรกรรมธรรมชาติ ทำเกษตรผสมผสาน สานต่อแนวทางในหลวงรัชกาลที่ 9

เหตุเกิดเพราะความเจ็บช้ำจากแนวคิดที่เชื่อว่า “เงิน” คือ “คำตอบ”ของทุกสิ่ง ร่วมกับความคิดที่เชื่อวิถีการทำเกษตรเชิงเดี่ยวแบบทุนนิยม

ยิ่งทำยิ่งจน ยิ่งทำยิ่งเครียด หนี้สินพอกพูน จนเป็นที่มาของกบฏสังคมทุนนิยมที่หันหน้าเบนเข็มสู่ชีวิตพอเพียงและเกษตรผสมผสาน

7 ปีให้หลัง เขาเป็นไทแก่ตัวสามารถปลดหนี้จากธนาคารได้สำเร็จ พร้อมกับได้มุมมองที่ชัดแจ้งและจุดยืนที่ชัดเจน ด้วยการประกาศตัวสู้รบกับทุนนิยมอย่างเต็มตัวด้วยวิถีทางเกษตร

“จะเป็นเกษตรแบบไหน ผสมผสานหรือไม่ จะปลูกพืชกี่ชั้นก็ไม่สำคัญ ปลูก 3 อย่างได้ประโยชน์ 4 อย่างหรือ 100 อย่างก็ได้ ทฤษฏีไหนมันก็มันแค่เรื่องวิธีการ แต่เราต้องเข้าใจมากกว่านั้น ต้องเข้าใจและตีความสิ่งที่ในหลวงท่านบอก อยู่ป่าทำป่า อยู่ทะเลทำทะเล”

อาวุธของเขามาจากธรรมชาติ เขาสู้ด้วยน้อยหน่าเอามาทำระเบิด หน่อไม้มาทำจรวดและลูกปืนใหญ่ ปลาในห้วยเป็นกำลังสะสม และมีต้นไม้เป็นนายทุนผู้ร่ำรวยที่มีดอกเบี้ยเพิ่มพูนมากกว่าทุกธนาคารใดในโลก

ยิ่งไปกว่านั้น พ่อคำเดื่องได้ลาออกจากการเป็นเกษตรกรของประเทศ เพื่อหันไปประกอบอาชีพ “คน”

“เมื่อหันไปดู ต้นไม้มันก็ไม่มีอาชีพ ปลาก็ไม่มีอาชีพ นกก็ไม่มีอาชีพ แต่พวกมันก็อยู่ได้เพราะมันต่างมีชีวิตที่พึ่งพากัน ผมเองจึงออกมาทำหน้าที่ของคน อาชีพของความเป็นคนคือ เป็นผู้ช่วยธรรมชาติ ผมมีนายเป็นโลกใบนี้ ให้โลกใช้งานเรา เพราะโลกของทุนทุกวันนี้มีแต่เอาจากธรรมชาติ สูบอนาคตไปเป็น 100 ปีแต่ไม่เคยเพิ่มกลับไป ทรัพยากรเหล่านี้มันเป็นของลูกหลาน มันไม่ใช่ของเรา เราไม่มีสิทธิ”

พ่อคำเดื่องย้ำว่านี่คือ การสานต่อแนวทางตามรอยพระราชดำริ เพื่อร่วมทางกันไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเราสามารถเริ่มได้จากการพัฒนาจากภายในตัวของเรา ทั้งจิตใจ จิตสำนึก เพื่อสร้างอนาคตให้ลูกหลาน

วันนี้บนผืนดิน 200 ไร่ของเขาจึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ไม้นับหมื่นต้น พร้อมกับความมั่นคงในวิถีชีวิตเพียงพอบนเส้นทางเกษตรประณีตและหวงแหนธรรมชาติ

“บ้านผมจะเป็นอาณาจักรสีเขียวหมื่นปี ผมจะสร้างดาวดวงใหม่บนโลกใบเดิม”
นี่คือ ฝันอันยิ่งใหญ่ของพ่อคำเดื่อง ภาษี

โฆษณา "Investment Talk" นำเสนอรายการ Investment Talk...รายการที่ตั้งคำถามตรงใจคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจการลงทุนและมองหาการสร้างผลกำไรทางการเงินในชีวิต และให้คำตอบที่จะสร้างแรงบันดาลใจอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง

โฆษณานำเสนอการประชันกันระหว่างคนจากโลก 2 ใบ ฝ่ายหนึ่ง คือ ตัวแทนจากโลกกระแสหลัก มองเงินต่อเงิน ปัจจัยน้ำมัน เศรษฐกิจโลก และการเมือง ล้วนมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตและหลักการลงทุนและการถือครองสินทรัพย์ อีกฝ่าย คือ ตัวแทนจากดาวอีกดวง ซึ่งยืนอยู่บนวิถีแห่งการพึ่งพาตัวเอง ที่มองเงินเป็นแค่สื่อแลกเปลี่ยน ซึ่งปัจจัยและดัชนีชี้วัดชีพจรเศรษฐกิจของโลกกระแสหลักไม่สามารถทำอะไรเขาได้

และพ่อคำเดื่อง ภาษี คือ หนึ่งในตัวแทนแรงบันดาลใจที่ชวนให้เราตั้งคำถามต่อเหตุผลและหลักการในการใช้ชีวิตของคนเมืองในปัจจุบัน ที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ ทั้งน้ำมัน ค่าเงินระหว่างประเทศ เศรษฐกิจของต่างประเทศ การเมืองของมหาอำนาจ หรือแม้กระทั่งอัตราดอกเบี้ยของธนาคารหน้าปากซอย

แนวคิดของพ่อคำเดื่อง ภาษี อาจช่วยให้คุณวิเคราะห์มิติการใช้ชีวิตและการลงทุนของคุณเองว่ายืนอยู่ ณ จุดไหน มีกลยุทธ์และเหตุผลอะไรเป็นที่ตั้ง และที่สำคัญ การลงทุนในชีวิตของคุณ “มีภูมิคุ้มกัน” “และ “ยั่งยืน” แล้วหรือยัง หนังเรื่องนี้อาจทำให้คุณพบเจอทางเลือกใหม่ในการลงทุนและใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอดกาล

นคร ลิมปคุปตถาวร

เจ้าชายผัก

ความสุขที่คุณปลูกได้

หากมนุษย์วัดความสมบูรณ์แบบด้วยปัจจัยสี่ นคร ลิมปคุปตถาวร เจ้าของฉายา “เจ้าชายผัก” น่าจะเป็นเจ้าของชีวิตที่สมบูรณ์แบบที่สุด

เสื้อผ้าที่เรียบง่ายชีวิตแวดล้อมไปด้วยแหล่งผลิตอาหารไกลโรคไร้พิษ ทั้งที่อยู่กลางมหานครที่รายล้อมไปด้วยป่าคอนกรีตอย่างกรุงเทพฯ‘สังคมเมือง’ดูเหมือนห่างไกลจากธรรมชาติเหลือเกิน หากพื้นที่ในอุดมคติของเขากลับเติบโตงอกงาม

ด้วยความรักและศรัทธาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา นครมุ่งมั่นค้นหาความหมายของคำว่า‘การพึ่งตนเอง’เขาเปลี่ยนพื้นปูน 30 ตารางเมตร ข้างโรงรถเป็นผืนดินเพื่อเดินตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

14 ปีให้หลัง แปลงเกษตรเล็กๆ ในซอกหลืบขยายเป็นแปลงใหญ่150 ตารางวาและก่อตั้ง ‘ศูนย์เรียนรู้เกษตรในเมือง’ เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เรียนรู้แนวคิดและวิธีปฏิบัติเพื่อการพึ่งพาตนเองรวมทั้งสร้างเครือข่ายหลายหมื่นราย เพื่อขยายแนวคิดและสานต่อแนวพระราชดำริ

“เกษตรแบบพึ่งพาตนเองเป็นทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ในตัวเป็นระบบที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน เป็นทางเลือกที่ต่าง ไม่จำเป็นต้องเป็นหนี้เพื่อหาซื้อหาปัจจัยแต่ใช้การมีอยู่มีกิน ทำเองใช้เองบนความเข้าใจในธรรมชาติ”

“การปลูกผักในเมือง ทำให้รู้ว่าเรายากจน เราจนพื้นที่ จนทรัพยากร จนแสงแดด จนน้ำเมื่อเราตระหนักเรื่องนี้เรายิ่งต้องใช้ทุกอย่างให้ดีขึ้น ให้คุ้มค่า ทำงานร่วมกันกับธรรมชาติ หาความสมดุล เรียนรู้ความแตกต่างกันแต่อยู่ร่วมกันได้ไม่บังคับธรรมชาติหรือเบียดเบียนสังคมมากเกินไปไม่ควบคุมแต่ทำงานร่วมกัน เป็นความหมายเดียวกับคำว่า เกษตรยั่งยืน”

นครพิสูจน์ให้เห็นว่าเกษตรในเมืองทำได้จริง กินได้จริง และไม่ใช่เรื่องยากหากใช้ “ความสุข” เป็นตัวตั้ง ไม่ได้ตั้งเป้าที่จะปลูกเพื่อขาย ไม่ได้ทำเพื่อเงินหากทำได้มากพอเหลือกินเหลือใช้ก็นำผักปลอดภัยไป “แบ่งปัน” ให้คนอื่นและพัฒนาสู่การซื้อขายแบบ “ผูกปิ่นโต”ให้กับเหล่าสมาชิก

เขาได้เรียนรู้ว่าการพึ่งพาตนเองคือการเรียนรู้ทักษะชีวิตอย่างหนึ่ง ไม่มีสูตรสำเร็จแต่ต้องมองหาจุดเหมาะสมและสมดุลกับชีวิตของตนเอง

“การปลูกผักมีพลังดึงดูดบางอย่าง พอเราปลูกก็จะมีคุณลุงบ้านนู้นคุณป้าบ้านนี้มาทักทายจากที่ไม่เคยรู้จักหรือพูดคุยกับใครกลายเป็นมีเพื่อนบ้านมากขึ้น มันไม่ได้ทำให้ผมเห็นแค่ความสัมพันธ์มนุษย์กับสิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติแต่ยังได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคมที่แวดล้อมด้วยคนที่ทำในสิ่งที่ชอบที่รักเหมือนกัน เกิดเป็นการเรียนรู้และแบ่งปันร่วมกัน”

การค้นพบความหมายนี้ทำให้นครอยากที่จะทำให้สิ่งที่ทำอยู่ช่วยจุดประกายให้คนในสังคมเกิดการพึ่งพาตนเอง โดยไม่ต้องรอ “ให้มีพอก่อน ถึงจะให้”

ถึงวันนี้ ความตั้งใจไม่ได้เป็นเพียงแค่ฝัน หากเกิดขึ้นจริงในสังคมเล็กๆที่อุดมไปด้วยความสุขแล้ว

นพ.เกศดา จันทร์สว่าง

รองผอ.โรงพยาบาลคุณธรรม

เปลี่ยนองค์กรต้องเปลี่ยนที่จิตสำนึก ไม่ใช่ที่กฎระเบียบ ข้อบังคับ

ปัญหาใหญ่ที่กลายเป็นผลกระทบอย่างหนักทำให้โรงพยาบาลชลบุรีต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตที่โรงพยาบาลดิ่งลงจนเกือบถึงขีดสุด

ทุจริตคอร์รับชั่น วิกฤตการเงิน บุคคลากรไม่มีความสุข ไม่สนใจการทำงาน ไม่มีวินัย ขาดน้ำใจ ทำงานแค่ตามหน้าที่ และถูกร้องเรียนไปยังศูนย์คุณธรรมมากมาย

หากแรงบันดาลใจจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้กลายเป็นแนวทางที่ทำให้ นพ.เกศดา จันทร์สว่าง< รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลชลบุรี หนึ่งในคณะผู้บริหารที่ช่วยกันขับเคลื่อนจนทำให้มรสุมที่รุมเร้าพัดผ่านไป และช่วยพลิกองค์กรที่วิกฤตสู่การเป็นองค์กรต้นแบบ ในนามของ “โรงพยาบาลคุณธรรม”

“แนวคิดนี้เกิดจากศ.นพ.เกษมวัฒนชัยองคมนตรีท่านเล่าเรื่องโรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาคม ที่จ.พิจิตรให้ฟังว่าได้น้อมนำเอาพระราชดำริในหลวงมาใช้แก้ปัญหา พอทำไปแล้วก็เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นและท่านจึงเห็นว่า น่าจะมีองค์กรคุณธรรมเพิ่มขึ้นท่านผู้อำนวยการกับผมจึงสนใจเพราะทางโรงพยาบาลของเรากำลังมีปัญหา”

เมล็ดพันธุ์ความคิดถูกเพาะขยายพันธุ์ด้วยการเชื้อเชิญให้โรงเรียนบางมูลนากมาบรรยายให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับทุกสาขาวิชาชีพฟัง และให้ทุกคนช่วยร่วมกันระดมปัญหาและหาทางออก

จากการประมวลผลจึงได้เข็มทิศชี้ทางออกจากปัญหา3ข้อ คือ “ซื่อสัตย์ รับผิดชอบต่อหน้าที่และมีน้ำใจ”

จากสามคำสั้นง่ายขยายสู่การเปลี่ยนแปลง ด้วยวิธีการและจิตสำนึกภายใจของทุกคนที่กลายเป็นทิศทางการทำงาน และเป็นคัมภีร์ชีวิตของพนักงานทุกระดับ

“ทุกคนทำงานด้วยน้ำใจอย่างโปร่งใส ไม่รับสินบน ไม่มีการฮั้วประมูลหรือล๊อกสเปคร่วมกันเปลี่ยนทัศนคติและสร้างวิธีคิดเชิงบวกมองตารางการอยู่เวรเป็นตารางบุญยกย่องผู้ทำดีมีคุณธรรม และใช้การ “ความสุข” ประเมินผลงาน”

เพียงปีแรกภาพความสำเร็จก็แสดงให้เห็นสถานะการเงินมั่นคงขึ้นสามารถประหยัดและลดงบประมาณได้กว่า 50 ล้านบาทพนักงานก็สามมัคคี มีความสุขเห็นคุณค่าของตัวเองและคนอื่นทำให้เรื่องร้องเรียนไปที่ศูนย์ดำรงธรรมลดลงกว่า 4 เท่าตัว

ถัดมาในปี พ.ศ.2558 กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้โรงพยาบาลชลบุรีเป็น “โรงพยาบาลคุณภาพควบคู่โรงพยาบาลคุณธรรม” และเป็นต้นแบบเพื่อศึกษาดูงาน

“การสร้างคุณธรรมเป็นแนวคิดที่เป็นนามธรรมค่อนข้างสูงฉะนั้นต้องแปลงไปสู่การปฏิบัติจริงให้ได้ ผมเชื่อว่า ทำได้ไม่ยากเพราะทุกคนอยากทำความดีอยู่แล้ว ทำไปสักระยะจะกลายเป็นความเคยชินจนเป็นปกติ แต่สำคัญอยู่ที่ต้องเริ่ม “ลงมือทำ”

“คุณธรรมเป็นสิ่งที่มีอยู่ในหัวใจคนไทยอยู่แล้วแต่อาจถูกหลงลืมไป เราต้องช่วยกันนำกลับมา เพราะนี่คือ อัตลักษณ์ที่ดีงามของคนไทย”

โครงการผูกปิ่นโตข้าว

แม่สื่อแห่งท้องทุ่ง

ความรัก ทำให้เราดูแลกันและกัน

จากความเจ็บช้ำของชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากโครงการจำนำข้าว เป็นชนวนความคิดที่ให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้คุณภาพชีวิตชาวนาดีขึ้น ร่วมกันจัดตั้งโครงการอาสาที่ไม่แสวงหาผลกำไรขึ้นในนามของ “ผูกปิ่นโตข้าว”

“ความเจ็บช้ำของชาวนาและแรงบันดาลใจจากกิจกรรมของโรงเรียนปัญโญทัยที่ฝึกให้เด็กทำนาปลูกข้าวอินทรีย์ และนำข้าวมาขายในสหกรณ์ของโรงเรียนไม่ผ่านคนกลางช่วยจุดประกายความคิดพวกเรา พวกเราจึงจับมือกันทำโครงงการนี้แรกๆ ชาวนาเข้าใจว่า เราคือ ฉากบังหน้าของบริษัทขายปุ๋ยเคมี ต้องใช้เวลาและความจริงใจพิสูจน์ ทำทุกอย่างให้โปร่งใส”

เป้าหมายของโครงการคือ ทำให้ชาวนาอินทรีย์มีที่ยืนในสังคม ทำให้คนไทยได้กินข้าวดีมีคุณภาพ ปลอดภัย ราคายุติธรรม และท้ายสุดคือ ได้เชื่อมโยงความสัมพันธ์ฉันญาติมิตรแบบไทยๆ ให้กลับคืนมา

“เราคิดกันว่า โมเดลนี้จะช่วยแก้ปัญหาได้ทุกทาง เป็นการปลดแอกจากวังวนที่ทำให้ชาวนาเกิดหนี้ การใช้สารเคมีก็จะลดลง ธรรมชาติก็จะถูกทำลายน้อยลง ชาวนาอินทรีย์ก็จะมีกำลังใจ คนกินก็ได้กินข้าวที่ดี”

ผูกปิ่นโตข้าว จะทำหน้าที่ “แม่สื่อ” ที่จะช่วยเชื่อมโยงจับคู่ระหว่าง “เจ้าสาว-กลุ่มคนเมืองผู้บริโภค” และ “เจ้าบ่าว –ชาวนาอินทรีย์” ให้มาผูกสัมพันธ์กัน จับคู่ซื้อขายกันโดยตรง โดยมีข้อสัญญาต่อกัน 12 เดือน โดยที่แม่สื่อไม่มีเงินทองหรือผลกำไรเข้ามาเกี่ยว

“คนถามว่า เราทำแล้วได้อะไร คำตอบคือ เราได้ทำ และเราได้ความสุข เราเรียนรู้คำว่า พอเพียง และความช่วยเหลือเพื่อก้าวไปสู่ความยั่งยืน เราได้เห็นน้ำใจและความผูกพัน เจ้าบ่าวไม่ได้แค่ส่งข้าวให้ตามหน้าที่หากมีผักผลไม้ในสวนในไร่ก็ส่งไปให้กินกัน เจ้าสาวเองก็ส่งขนมกลับ มีการไปเยี่ยมไปหาพาลูกหลานไปวิ่งเล่น ทุ่งนากลายเป็นบ้านหลังที่สองของพวกเขา”

ปัจจุบันโครงการผูกปิ่นโตข้าวมีชาวนาอินทรีย์เข้าร่วมเป็นเจ้าบ่าวหลาย 10 ชีวิต และมีเจ้าสาวหัวใจอินทรีย์กว่า 4,000 คนจากทั่วประเทศแล้ว

“เราตั้งใจทำโครงการผูกปิ่นโตข้าวเพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะการทำเกษตรอินทรีย์ คือ การเดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง 100 % ถ้าหัวใจไม่อินทรีย์ก็ทำไม่ได้เพราะต้านความโลภไม่ไหว ใจมันไม่รู้จักพอ เราอยากให้ชาวนากลับไปสู่วิถีเดิม ถ้าเป็นเช่นนั้นเราจะดีใจที่สุดโครงการผูกปิ่นโตข้าวและบทบาทการเป็นแม่สื่อก็จะจบลง”

“เราอยากทดแทนบุญคุณแผ่นดินด้วยการรักษาแผ่นดินเกิดที่เรารักให้อุดมสมบูรณ์ ให้แผ่นดินไทยเต็มไปด้วยความพอเพียง หล่อเลี้ยงด้วยความเกื้อกูลกันตลอดไป”

ดร. วัชรมงคล เบญจธนะฉัตร์

เจ้าของโรงงานแห่งความสุขภัณฑ์

วิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี พ.ศ. 2540 ฉุดเศรษฐกิจไทยดิ่งเหวธุรกิจล้มกันระเนระนาดไปทั้งประเทศ บริษัท บาธรูม ดีไซน์ จำกัดที่กำลังเป็นดาวรุ่งต้องเปลี่ยนสถานภาพกลายเป็นหนี้สินภายในชั่วข้ามคืน

ด้วยวัยเพียง20 ปีเศษในเวลานั้น ในฐานะเจ้าของบริษัทคุณสี่-ดร.วัชรมงคล เบญจธนะฉัตร์ เขาไม่มีแม้แต่เงินเดือนจ้างพนักงาน

“เป็นครั้งแรกที่เคยได้ยินในหลวงสอนให้ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงพระองค์บอกว่าทุกวันนี้คนเดินหน้าแข่งขันกันสร้างตึกโดยพึ่งพาเทคโนโลยี นวัตกรรม แม้แต่เงินทุนจากต่างประเทศทั้งหมด ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาประเทศจึงได้รับผลกระทบไปหมดเศรษฐกิจพอเพียง คือ จึงเปรียบเสมือนกับการลงเสาเข็มสร้างรากฐานให้แข็งแรง เราต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้ก่อนที่จะไปพึ่งคนอื่น”

ยิ่งได้ฟัง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล บรรยายแนวพระราชดำริอีกหลายครั้งจนความคิดตกผลึกและกลายเป็นหนทางสู่การหลุดพ้น

“เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้แปลว่า ประหยัด ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลอง แต่แปลว่า การพัฒนาที่สมดุล การที่เราจะพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น เราทำได้แต่ต้องมั่นคงก่อน และก่อนจะมั่นคงก็ต้องสมดุลก่อนนั่นคือ ต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุดปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก สามารถทำตัวให้เป็นประโยชน์เป็นที่พึ่งให้แก่ผู้อื่นได้ นี่คือ “ของวิเศษ” ที่พ่อให้”

เขานำ”ของวิเศษ”มาปรับใช้แก้ปัญหาทีละเปลาะ ตั้งแต่ลดราคาสินค้าเพื่อหารายได้มาจ่ายเงินเดือนเดินหน้าแก้ปัญหาด้านสินเชื่อ หยุดการนำเข้าและลงมือออกแบบและผลิตสินค้าด้วยตัวเอง โดยใช้องค์ความรู้แงะพัฒนาเทคโนโลยีจนสามารถสร้างi-spa นวัตกรรมสุขภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยฟังก์ชั่นเพื่อความสุขที่คว้ารางวัลการออกแบบในเวทีโลกมากมาย

แม้ธุรกิจจะเติบโตรุดหน้าแต่ปัญหาต่างๆ ก็ตามติดมาเป็นเงา ทั้งลอกเลียนสินค้าและถล่มราคาตัดหน้า เวลานั้น เขานำคำพ่อสอนมาเป็น “ภูมิคุ้มกัน”ในการทำธุรกิจ

“ต้องสู้ต่อด้วยความรัก ไม่ทำธุรกิจด้วยความโลภ ไม่ใช่ว่าธุรกิจไหนดีวิ่งไปทำสุดท้ายพอเกิดปัญหาขึ้นมาก็ล่ม ฉะนั้นต้องรักในสิ่งที่ทำและสนุกกับมัน พอเกิดวิกฤติเราจะพึ่งพาตัวเองได้”

นอกจากนั้นแล้ว เพราะอยากให้ทุกคนสัมผัสสุขแท้ร่วมกันเขายังบริหารคนด้วยการนำหลักคุณธรรมมาใช้ในทุกด้าน ตั้งแต่การให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม ให้สวัสดิการอาหารกลางวันฟรีมีทุนการศึกษาลูกหลานส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวโดยเพิ่มวันหยุดพิเศษให้ในวันเกิดและมอบของขวัญตอบแทนคุณบิดามารดา

“ความสุขมันมีคุณค่าที่วัดเป็นตัวเลขไม่ได้เป็นของวิเศษมาก”

เมื่อกิจการมั่นคง เขาจึงเริ่มวางมือจากธุรกิจและหันมาทำงานเพื่อสังคมด้วยการเป็นผู้บรรยายเผยแพร่แนวคิดการทำธุรกิจ “ตามรอยพ่อ” มานานกว่า 10ปี โดยนำค่าตอบแทนทุกบาททุกสตางค์เข้ากองทุนช่วยเหลือสังคม

“แม้ผมจะไม่เคยได้กราบพระบาทท่าน แต่เพราะการทำงานนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์ท่านทุกวันผมทำด้วยความรู้สึกที่ว่าเราได้ทำในสิ่งที่ลูกควรจะทำ ซึ่งผมทำมาตลอดและยืนยันว่าจะทำเช่นนี้ตลอดไป”

ศิวโรฒ จิตนิยม

ผู้ว่าการธนาคารความดี หนองสาหร่าย

เราใช้เงินเป็นเครื่องมือสร้างความดี ใช้ความดีเป็นเครดิต

ความทุกข์จากหนี้สินของชุมชนมูลค่ารวม 100 กว่าล้าน ทำให้ คุณศิวโรฒ จิตนิยม ประธานสถาบันการเงินชุมชนตำบลหนองสาหร่าย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี มุ่งมั่นที่จะทำให้ชาวบ้านก้าวพ้นจากขอบเหววิกฤตนั้น

ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ภาพหนองสาหร่ายในความทรงจำของเขาเต็มไปด้วยความสุข อยู่กันแบบพี่น้อง มีชีวิตที่เรียบง่าย มีอะไรก็ช่วยเหลือพึ่งพากัน จวบจนกระทั่งความเจริญพุ่งเข้ามาในรูปของคลองชลประทานที่ตัดผ่าน และทางการใช้ “จีดีพี” เงินทองหรือผลประโยชน์ที่หามาได้เป็นตัวตัดสินความมีจนของคนในชุมชน

ไร่นาที่เคยทำปีละหน ถูกเร่งรอบเพื่อเพิ่มผลผลิต แรงงานที่ลงแขกช่วยเหลือกันกลายเป็นการว่าจ้างเครื่องจักรมาหว่านไถ ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง สารเร่งโต กลายเป็นของจำเป็น คนหนองสาหร่ายต้องเร่งหาเงินให้มากพอ เพื่อก้าวพ้นเส้นคำว่า “ยากจน”

รอยยิ้มของผู้คนก็เลือนหาย ความช่วยเหลือแบ่งปันที่เคยมีเปลี่ยนเป็นการแข่งขันอวดวัดฐานะกันด้วยทรัพย์สินเงินทอง แต่ท้ายที่สุดกลายเป็นหนี้สินที่พอกพูน พร้อมกับความเสื่อมโทรมที่ตามมาเป็นหางว่าว

หากความทุกข์ 100 กว่าล้านของคนในชุมชนกลายเป็นแรงผลักทำให้คุณศิวโรฒเกิดความคิดที่จะปลดแอกพาชาวบ้านออกจากหนี้สิน โดยนำวิถีเศรษฐกิจพอเพียงพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้เป็นแนวทาง

2 ปีผ่านไปชาวชุมชนพร้อมใจกันหันหลังให้ระบบทุน เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและทัศนคติ กลับมารักสามัคคี รวมกลุ่มกันแก้ปัญหาและหา “หนทางแห่งความสุข”

คำตอบที่ได้รับคือ คุณธรรม ความดี และการปลดหนี้สิน

23 ความดี 67 ตัวชี้วัดที่ชาวหนองสาหร่ายกำหนดขึ้น จึงไม่ได้เป็นเพียง “ธรรมนูญความสุข” แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ใช้ “ความดี” มาแก้ไข “ความจน” และ “หนี้สิน” ผ่านสถาบันการเงินรูปแบบเฉพาะตัวจากกองทุนสวัสดิการที่เรียกว่า “ธนาคารความดี”

ธนาคารที่ “กู้เงิน” ได้โดยใช้ “ความดี” เป็นเครดิตค้ำประกัน

“เราใช้เงินเป็นเครื่องมือสร้างความดีและใช้ความดีเป็นเครดิตถามว่า กลัวถูกโกงไหม ไม่หรอก ก็คนที่มากู้เป็นคนดี แล้วทำไมเขาจะต้องโกง”

ผลที่ได้รับไม่เพียงหนี้สินในชุมชนจะหมดไป แต่ยังทำให้ชุมชนกลับมาแข็งแรงมีความสุข มีรายได้เพียงพอ และสิ่งแวดล้อมที่ดีก็กลับคืนมา

“การที่ชาวหนองสาหร่ายจะมีความสุขอย่างยั่งยืนได้นั้น ทุกคนต้องเชิดหน้าชูตาในสังคมได้ เรามีหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทาง และใช้ภูมิปัญญาที่มีร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เราจะสร้างชุมชนให้มีความสุขตามวิถีของเรา จากธรรมนูญความสุขที่เราคิดเอง ทำเอง กำหนดเอง”

ทั้งหมดเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่า การพัฒนาด้วย “ตัวชี้วัดความดี” นี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดในอุดมคติ หากแต่เป็นวิธีที่ใครๆ ก็สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง

ธนาคารความดีและสถาบันการเงินชุมชนหนองสาหร่าย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี คือ ต้นแบบการน้อมนำคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ ในระบบการเงินชุมชน เพื่อสร้างความสุขที่ยั่งยืนแก่คนในท้องถิ่น ซึ่งถือกำเนิดได้จากปัญหาหนี้นอกระบบที่ทำให้คนในชุมชนไม่มีความสุข จากการเก็บข้อมูลจากทุกสมาชิกชุมชน ได้เป็นคำตอบคือการตั้งธนาคารของตัวเอง อันเป็นที่มาของสถาบันการเงินชุมชนในวันนี้

แนวคิดที่เรียบง่าย แต่ได้รับการพิสูจน์ สามารถแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้จริง คือ ความดีต้องกินได้...ขอเพียงแค่มี 'ความดี' ก็สามารถกู้เงินได้ เพราะถ้าได้ชื่อว่าคนดี ยังไงเขาก็ไม่โกง

ชุมชน ได้สรุป 'ธรรมนูญความดี' อันเป็นที่มาของความสุข ซึ่งคนในชุมชนนำไปปฏิบัติ ทำความดี สะสมความดี และนำมาฝากเข้าธนาคารความดี

หลักเกณฑ์ 23 ข้อและ 67 ตัวชี้วัด มาพร้อมแนวทางซึ่งทุก 3,622 สมาชิกชุมชน เห็นชอบร่วมกันคือ
- การออมเงินอย่างน้อยคนละ 3 บาทต่อวัน เพื่อให้หมดหนี้ภายใน 20 ปี
- กำไรของสถาบันฯ จะถูกจัดเป็นสวัสดิการของคนทั้งตำบล
- อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ร้อยละ 0.85 บาทต่อปี ฝากประจำดอกเบี้ยร้อยละ 4.10 บาทต่อปี
- อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ร้อยละ 9 บาทต่อปี
- การกู้เงิน มีความดี 11 ข้อ กู้เงินได้โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน / มีความดี 15 ข้อ กู้เงิน 10,000 บาท ได้โดยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย / มีความดี 18 ข้อ กู้เงิน 15,000 บาทได้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย และ มีความดี 23 ข้อ กู้เงินได้ 20,000 บาทโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย

หลักเกณฑ์การกู้เงิน คือเป็นสมาชิกสถาบันฯ 1 ปี
- เป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชน
- ออมเงินไม่น้อยกว่าเดือนละ 200 บาท
- จดบันทึกรายรับรายจ่ายครัวเรือน
- ปลูกผักสวนครัวไว้กินอย่างน้อย 7 ชนิด
- ปฏิบัติตามแผนการแก้ไขปัญหาความยากจนและหนี้สินของตำบล
- ผ่านเกณฑ์ความดี/คนดี ของชุมชนที่กำหนด
- ผ่านการรับรองจากประชาคมหมู่บ้านและสภาผู้นำชุมชนตำบลหนองสาหร่าย
- ตามลำดับ ก่อน-หลัง

ทั้งนี้เงินหมุนเวียนในสถาบันฯ แหล่งที่มาของเงิน คือ เงินออมของคนในชุมชน, เงินกู้จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนตำบล และเงินกู้จากธกส.

#สานต่อที่พ่อทำ

“เมื่อเราทำได้ที่อื่นก็ทำได้ ถ้าทุกคนทำแบบนี้แผ่นดินที่เราอยู่ พระเจ้าอยู่หัวที่เรารัก และคนไทย 70 กว่าล้านคนจะมีความสุขไปพร้อมๆ กัน ”

แสงเดือน ชัยเลิศ

ผู้ก่อตั้ง Elephant Nature Park

นักท่องเที่ยวเค้าจ่ายเงินเป็นหมื่นๆ เพื่อมาเก็บขี้ช้าง

“มันบาดใจเราลึก”

พี่เล็ก แสงเดือน ชัยเลิศ กล่าว เมื่อนึกย้อนกลับไปเมื่อ 37 ปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่เธอเดินทางขึ้นไปบนเขา แล้วได้พบกับช้างลากไม้ตัวผู้เชือกหนึ่ง ที่ขาเต็มไปด้วยแผลเน่าอักเสบและน้ำเหลือง สภาพขาที่บาดเจ็บและบวมทำให้ช้างเชือกนี้เดินลำบาก แต่ก็ต้องถูกบังคับโดยควาญช้างให้เดินต่อไปด้วยตะขอสับ เสียงโหยหวยของช้างผู้ปวดร้าวในวันนั้นมาปรากฏพร้อมแววตารวดร้าวที่จ้องมองมายังพี่เล็กอย่างวิงวอน

“ควาญบอกเราว่า ช้างป่วย แต่ยังไงก็ต้องทำงาน จะหยุดได้ก็ต่อเมื่อล้มลงเท่านั้น”

หลักจากนั้นไม่นาน พี่เล็กได้เข้าไปคลุกคลีและมีโอกาสได้พบเห็นช้างที่ถูกใช้ในหลากหลายธุรกิจ เธอได้พบกับช้างที่ทั้งพิการ บาดเจ็บ หรือกระทั่งลูกช้าง ซึ่งล้วนไม่มีบ้านพักในยามเจ็บป่วย ด้วยความสงสารเกิดเป็นความตั้งใจที่จะสร้างบ้านพักพิงให้ช้างเหล่านี้ และแม้ไม่มีทุนทรัพย์มากพอ ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนต่างชาติ พี่เล็กจึงได้รับการสนับสนุน มีที่ดิน ที่ในที่สุดได้กลายเป็นที่ตั้งของ Elephant Nature Park ธุรกิจเพื่อสังคม ซึ่งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่

“จากวันแรก เราแทบไม่มีอะไรเลย มีแต่ความคิดและวิธีการต่างๆ ในหัว และแล้วก็มีคนนำหลักแนวคิดของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 มาให้เพื่อการดำเนินธุรกิจของเรา เพื่อให้เติบโตไปได้อย่างยั่งยืน คือเราต้องใช้จ่ายอย่างมัธยัสถ์ ทุกสตางค์ที่มีต้องเป็นไปเพื่อการดูแลสัตว์ จะทำอะไรก็ต้องระมัดระวัง คิดให้ดี คิดให้ถ้วน และต้องลงมือทำเองทุกขั้นตอน จะไปชี้นิ้วสั่งคนอื่นเขาไม่ได้”

แม้แต่ปลูกต้นไม้ในพื้นที่ พี่เล็กก็ต้องทำด้วยมือตนเอง เพราะเมื่อเกิดผลสำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง ความภูมิใจก็จะเป็นของผู้กระทำอย่างเต็มภาคภูมิ

“ในการทำงานอนุรักษ์ เราต้องระลึกเสมอ ว่าต้อง real และ pure คือเป็นของจริง และ บริสุทธิ์ ที่สำคัญคือต้องยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”

เมื่อคิดดี ทำดี มุ่งมั่งให้เกิดสิ่งที่ดี ในที่สุดก็ถึงเวลาของการกระจายแนวคิด โมเดล Volunteer tourism ได้เริ่มต้นขึ้นในปี 2542 โดยเป็นการนำอาสาสมัครเข้ามาทำงานพร้อมเก็บเงิน ตัวเงินที่ได้ถูกใช้เพื่อช่วยเหลือสัตว์และชาวบ้าน แม้จะเป็นโมเดลที่กลับตาลปัตรกับธุรกิจท่องเที่ยวแบบสวยแสนสบายทั่วไป แต่กลับพบว่าอาสาสมัครที่จ่ายเงินเข้ามาหลายรายเลือกที่จะอยู่ช่วยเหลือคุ้มช้างของพี่เล็กนานเป็นเดือน และเมื่ออาสาสมัครเหล่านี้ได้สัมผัสกับการได้ช่วยเหลือสัตว์ให้ได้กลับสู่ท้องถิ่นและสภาพความเป็นอยู่ที่ควรจะเป็นอย่างเห็นผลจริง พวกเขาจึงนำไปพูดไปบอกต่อ การเป็นกระแสการประชาสัมพันธ์ธุรกิจของพี่เล็กโดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย

นี่คือแนวคิดใหม่ของคนรุ่นใหม่ จากเดิมที่เที่ยวเพื่อซื้อความสุขให้ตัวเอง กลายเป็นเที่ยวเพื่อซื้อความสุขให้ผู้อื่น และที่ Elephant Nature Park นี้ ก็เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจน ว่ามนุษย์เราสามารถเป็นผู้ให้ ที่ไม่หยิ่งผยอง และเราจะเป็นหนึ่งกับธรรมชาติได้อย่างไร

“เราโตมาบนเขา ทั้งหมู่บ้านมีวิทยุเครื่องเดียว ทุกครั้งที่มีข่าว ชาวบ้านจะมานั่งผิงไฟฟังข่าวของพระองค์ท่าน”

พี่เล็กเล่าย้อนความทรงจำวัยเยาว์ ถึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

“วันหนึ่งท่านเสด็จฯ ขึ้นมา แค่ได้เห็นองค์ท่านแต่ไกลก็ขนลุก เราไม่มีความสำคัญเลยนะ เป็นแค่ชาวเขาตัวเล็กๆ เป็นแค่ชาวบ้านที่อยู่บนเขาห่างไกลและกันดาร แต่พระองค์ท่านก็ยังเสด็จมา นี่แหละคือแรงขับเคลื่อนของเรา ให้เราตั้งใจทำงานเพื่อคนอื่น แบ่งปัน อุทิศตน เสียสละ และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่...
...และนั่นล่ะ ที่ทำให้เรามีวันนี้”